สร้าง hilogiclabs.com ด้วย AI — เปิดโครงสร้าง 30+ หน้า 40+ API ทั้งระบบ
สร้าง hilogiclabs.com ทั้งระบบด้วย AI — 30+ หน้า, 40+ API, 14 database tables ค่า server ไม่ถึง 1,000 บาท/เดือน บทความนี้เปิดโครงสร้างทั้งหมดด้วย Interactive Diagram
Loading...
สร้าง hilogiclabs.com ทั้งระบบด้วย AI — 30+ หน้า, 40+ API, 14 database tables ค่า server ไม่ถึง 1,000 บาท/เดือน บทความนี้เปิดโครงสร้างทั้งหมดด้วย Interactive Diagram
เราเล่าจากการทดลองจริงในแล็บ ไม่ใช่ทฤษฎี — และให้หลักฐานพูดแทน
จุดเจ็บ: ระบบมักพังตอนที่ไม่มีใครดู กว่าจะรู้ตัวก็เสียหายไปแล้ว
เดิมพัน: ระบบล่มเงียบ ๆ คือฝันร้ายของทุกทีม เพราะความเสียหายโตขึ้นทุกนาทีที่ไม่รู้
สิ่งที่เราทำในแล็บ: สร้าง hilogiclabs.com ทั้งระบบด้วย AI — 30+ หน้า, 40+ API, 14 database tables ค่า server ไม่ถึง 1,000 บาท/เดือน บทความนี้เปิดโครงสร้างทั้งหมดด้วย Interactive Diagram
ใช้ AI สร้าง Web Application ทั้งระบบ — 30+ หน้า, 40+ API, 14 database tables (นับจาก codebase จริงของ hilogiclabs.com) — เสร็จจริง deploy จริง ลูกค้าใช้จริง
บทความนี้จะเปิดให้ดูว่า ระบบข้างในมันหน้าตาเป็นยังไง สร้างด้วยโครงสร้างแบบไหน ต่อไปจะเปลี่ยนไปเป็นอะไร — และทำไมถึงทำสิ่งนี้เป็น showcase ให้ทีม
อยากพิสูจน์ให้ทีมเห็นว่า — คน 1 คน + AI สามารถสร้างระบบเต็มรูปแบบได้ ไม่ใช่แค่ prototype
ระบบที่มี CMS, Blog, Courses, Payment, Multi-language, Admin Panel, Email Automation — ทั้งหมดนี้ทำงานจริงอยู่ที่ hilogiclabs.com
และต้องการให้ทีมเข้าใจว่า โครงสร้างระบบ (Architecture) คือสิ่งที่ตัดสินว่า ระบบจะ scale ได้ไหม ดูแลง่ายไหม ต้นทุนจะเป็นยังไง
สถาปัตยกรรมทั้งหมด — ตั้งแต่ Cloudflare จนถึง Stripe — สร้างคนเดียวด้วย AI
ตอนเริ่มสร้าง hilogiclabs.com เลือกสถาปัตยกรรมแบบMonolith — หน้าบ้าน (Frontend) กับหลังบ้าน (Backend) อยู่ใน process เดียวกัน deploy บน server ตัวเดียว
เหตุผลง่ายๆ คือ — ทำคนเดียว ต้นทุนต้องต่ำ และต้องเห็นผลเร็ว
Diagram ด้านล่างคือโครงสร้างจริงที่รันอยู่ตอนนี้ — ลองวาง mouse บน component แต่ละตัวเพื่อดูว่ามันทำอะไร:
วาง mouse บน component เพื่อดูรายละเอียด | เส้นแสดงทิศทางข้อมูล
พูดตรงๆ — Monolith คือทางเลือกที่เหมาะที่สุดสำหรับจุดเริ่มต้น:
แต่ระบบนี้มีข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อน scale
Frontend กับ Backend ผูกกันแน่น — ถ้า Backend มีปัญหา Frontend ล่มด้วยทั้งหมด เพราะมันรันอยู่ใน process เดียว
ไม่มี API Contract — Server Components เรียก Supabase query ตรงๆ ไม่ผ่าน API layer ถ้าจะทำ Mobile App หรือเปิดให้ partner ต่อเข้ามา ต้องเขียน API ใหม่ทั้งหมด
Business Logic กระจาย — logic อยู่ทั้งใน API route handlers, query functions, middleware ไม่ได้รวมอยู่ที่เดียว ซ่อมยาก test ยาก
Scale ไม่ยืดหยุ่น — ต้อง scale ทั้ง Frontend + Backend พร้อมกัน ไม่สามารถเพิ่ม capacity เฉพาะส่วนที่ต้องการ
"ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาวันนี้ — แต่เป็นปัญหาของวันที่ธุรกิจโตขึ้น ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าจะเจอ ก็เตรียมทางหนีทีไล่ได้"
กว่า 30 หน้าและ 40+ API ทำงานผ่าน Next.js codebase เดียว
30+ หน้า 40+ API เชื่อมผ่าน architecture เดียว
เมื่อธุรกิจถึงจุดที่ต้อง scale — ทำ Mobile App, เปิด API ให้ partner, หรือทีมโตเกิน 4 คน — จะเปลี่ยนเป็นโครงสร้างAPI-First
แยก Frontend กับ Backend ออกเป็นคนละ process เชื่อมกันผ่าน REST API มี API Gateway ตรงกลาง
นี่คือ diagram ของระบบใหม่ — ลองวาง mouse เทียบกับ diagram ด้านบนจะเห็นว่าอะไรเปลี่ยน:
วาง mouse บน component เพื่อดูรายละเอียด | Frontend กับ Backend แยกกัน
ทุก architectural decision ถูกบันทึกไว้ — ไม่ใช่เพื่อ review แต่เพื่อ version ถัดไป
Architecture ที่โตพร้อมธุรกิจ — เปลี่ยนเมื่อ "ต้อง" ไม่ใช่เมื่อ "อยาก"
ไม่ได้กระโดดไป API-First ทันที สิ่งที่ทำตอนนี้คือHybrid — คง Monolith เดิม แต่เริ่ม refactor ให้มี Service Layer ภายใน
เหตุผลตรงๆ:
กฎคือ — เปลี่ยนเมื่อ"ต้อง"ไม่ใช่เมื่อ"อยาก"
จาก Monolith สู่ Hybrid — Architecture ที่โตได้พร้อมธุรกิจ
ต้องการให้ทีมเห็น 3 สิ่ง:
1. AI ทำได้จริง — ไม่ใช่แค่ demo หรือ prototype ระบบนี้รันอยู่จริง มี user ใช้จริง มี payment จริง AI เป็นผู้ช่วยหลักในการเขียน code ตั้งแต่ component, API route, database query จนถึงการวิเคราะห์ architecture
2. ต้นทุนเปลี่ยนไปแล้ว — งานที่เคยต้องจ้างทีม 3-5 คน ทำ 2-3 เดือน ตอนนี้ 1 คน + AI ทำได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ด้วยค่า server ไม่ถึง 1,000 บาท/เดือน ต้นทุนที่ลดลงหมายถึงกำไรที่เพิ่มขึ้น
3. ทีมได้ทำงานที่มีคุณค่ามากขึ้น — AI รับงาน repetitive ไป คนในทีมได้โฟกัสงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ ออกแบบ ตัดสินใจ แก้ปัญหาที่ซับซ้อน — งานแบบนี้มีคุณค่า สนุก และทำให้ทีมเติบโต
AI ลดต้นทุนพัฒนาได้ 70%+ แต่ไม่ได้แทนที่การตัดสินใจ — มันเร่งความเร็วของคนที่รู้ว่าจะสร้างอะไร
ทุก architectural decision ถูกบันทึก — เพื่อ version ถัดไป
ได้จริง Hi Logic Labs เป็น Web App ที่สร้างด้วย AI (Claude + Cursor) ตั้งแต่ architecture design, coding, testing, deployment ใช้ Next.js 14 + Supabase + Tailwind CSS AI เขียน code ประมาณ 95% ส่วน design decisions และ business logic มาจากคน
Next.js 14 (App Router) + Supabase + Tailwind CSS เป็น stack ที่ AI ทำงานได้ดีที่สุด เพราะ documentation เยอะ, community ใหญ่, AI model ถูก train มาอย่างดี ถ้าเลือก stack แปลกๆ AI จะ hallucinate บ่อยกว่า
ปัจจุบัน Hi Logic Labs เป็น Monolith (ทุกอย่างอยู่ใน Next.js app เดียว) แผน Upgrade: แยก API layer, แยก Auth service, แยก CMS backend เป็น service ย่อย เพื่อ scale แต่ละส่วนแยกกัน Timeline: 6-12 เดือน ค่อยๆ แยกทีละ service
ไม่ใช้ library เลย เป็น Pure CSS + HTML ทั้งหมด ใช้ CSS @keyframes สำหรับ animation, :hover/:focus สำหรับ tooltip, CSS Grid สำหรับ layout ใส่ใน content_html ของ blog post ตรงๆ ไม่ต้อง JavaScript เพราะใช้ dangerouslySetInnerHTML render
VPS 300-500 บาท/เดือน + Supabase Free Plan + Stripe (คิด fee เมื่อมี transaction) + Resend (ฟรี 100 email/วัน) รวมไม่ถึง 1,000 บาท/เดือน
เมื่อต้องทำ Mobile App, เปิด API ให้ partner ใช้, หรือทีมโตเกิน 4 คนที่เริ่มทำงานชนกัน ถ้ายังไม่ถึงจุดนั้น — อยู่กับ Monolith ก่อน
สิ่งที่ได้ และหลักคิด
ของจริงที่เอาไปใช้ต่อได้ ไม่ใช่แค่ไอเดีย หลักคิดของเราคือทำให้เป็นระบบที่ทำซ้ำได้และไม่พึ่งความจำคน
อยากเห็นระบบแบบนี้ทำงานกับงานของคุณ — ดู ViberQC และลงชื่อรอรอบทดลองที่ hilogiclabs.com
สมัครสมาชิก Hi Logic Labs เพื่อเข้าถึง Content, Template และ Community คุณภาพสูง
สมัครสมาชิก
หลาย Project บน Server เดียว ทีมหลายคน clone แยก กิน Disk มหาศาล → ใช้ Bare Repo + Worktree แชร์ .git เดียว ประหยัด Disk ~80% + wt helper script ทีมสร้าง worktree ได้ใน 30 วินาที

Blueprint สำหรับทีม Viber — AI สร้าง ทดสอบ และ Optimize โฆษณาอัตโนมัติ 6 Platforms ด้วย 9 AI Agents + Thompson Sampling เริ่มต้น ฿990/เดือน